วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ช่างแสง แรงไม่ตก

พากันไปเสียว
วันนี้มีพรรคพวกชวนไปเสียวแถวรัชดาครับ...สถานที่ที่เราจะไปกันก็เป็นอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งในซอยนาทอง ... แถวนั้นถ้าใครเคยผ่านไปผ่านมาคงจะรู้ดีว่ามีโรงแรมม่านรูด เอ้ย..อพาร์ทเม้นท์ทั้งเก่าทั้งใหม่เต็มไปหมด ... งานนี้แน่นอนว่าผมไม่ลืมพกกล้องคู่ชีพไปทำการแอบถ่ายตามสมัยนิยม ...


พอไปถึงสถานที่นัดหมาย ก็ต้องกล่าวคำว่า "อะไรกันเนี่ย" พวกเขามาแสดงเสียวกันโจ่งครึ่มแบบไม่อายฟ้าดิน ... ภาพที่ผมเห็น บอกได้คำเดียวว่าเสียวและเสี่ยง ... ภาพของช่างทาสีสองคนที่โรยตัวด้วยเชือกที่ห้อยมาจากดาดฟ้าอพาร์ทเม้นท์ โดยมีคนงานอีก 2 คนยืนอยู่บนดาดฟ้า มือกำเชือกเพื่อบังคับทิศทางให้กับช่างทาสีที่กำลังปาดสีไปมากลางอากาศ

เสี่ยงแต่ไม่เสียว
ในช่วงพักกลางวันก็ได้มีโอกาสคุยกับหัวหน้าช่าง ชื่อว่าช่างแสง ช่างแสงเป็นช่างหนุ่มอายุ 28 ปี หน้าตาดี สะอาดสะอ้าน สมกับเป็นคนเหนือที่หากยากมากในหมู่ช่างก่อสร้างไทย ... ช่างแสงเป็นคนเชียงราย เห็นแกบอกว่าเป็นคนอำเภอเมือง (แต่ถ้าฟังสำเนียงชัดๆ ก็น่าจะคาดเดาได้ว่า แกคงต้องเคยอยู่ดอยใดดอยหนึ่งที่ไม่ใช่ ดอยไม่แขก เป็นแน่แท้) .. แกบอกว่าเข้ากรุงเทพมาประมาณ 10 ปี มาเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ที่บางโพ อยู่ไปอยู่มาก็เริ่มมีอิทธิพล .. เอ้ย มีไพร่พลที่เป็นรุ่นน้องเข้ามาสมัครเป็นลูกมา จึงได้หันมาจับงานรับเหมาก่อสร้างโดยตรง ซึ่งช่างแสงจะถนัดในเรื่องงานสีและงานเฟอร์นิเจอร์เป็นพิเศษ

เมื่อเริ่มจับงานสีก็ได้เสียวกันเลย เพราะงานแรกที่รับนั้นเป็นงานทาสีตึกสูงที่สร้างผิดกฎหมาย คือสร้างจนชิดบ้านข้างเคียง ไม่ได้เว้นระยะตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนกับคนทาสี เพราะจะตั้งนั่งร้านก็ไม่ได้ จะล้ำเข้าที่คนอื่น จะเอาด้ามมาต่อแปรงก็ยังสูงไม่พอ ในที่สุดก็ตกลงว่าต้องใช้วิธีการห้อยตัว โดยนั่งบนไม่กระดานที่ผูกเชือกโยงกับดาดฟ้า ... พอลูกน้องรู้ว่ารับงานนี้เท่านั้น ลาออกกันเป็นพรวน ... กว่าจะหาคนใจกล้าหน้าด้าน ได้ ก็ลำบากพอดี ซึ่งทุกคนที่มาทำงานนี้รู้ว่าเสี่ยง แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเสียว ... ลูกทีมหลายคนบอกว่า ทำอย่างอื่นเสียวกว่าเยอะพี่ แถมยังต้องเสียตังค์ ไม่ได้ตังค์ด้วย

ช่างแสงคุยกัยผมได้ไม่นาน ก็ขอตัวไปทำงานต่อ ... โดยเรานัดหมายกันว่าจะมาคุยกันต่อในวันรุ่งขึ้นก่อน 8 โมงเช้า





วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

อาจารย์สรวง...หมดห่วง สบายใจ


จากนายไปรษณีย์
อาจารย์สรวง เดิมรับราชการเป็นผู้ช่วยหัวหน้าไปรษณีย์ ที่ จ.เชียงใหม่ แต่แก่คงเบื่อจดหมายผิดซองของมนต์สิทธิ์ คำสร้อย แกเลยมองหาอาชีพใหม่ ซึ่งก็มาลงตัวที่อลูมิเนียม เนื่องจากเห็นว่าทำแล้วแล้วรวย เอ้ย.. ทำแล้ว (บ้าน) สวย ที่สำคัญเป็นงานที่รายละเอียดมาก ต้องใช้ความรู้เยอะ (ระวังความรู้ท่วมตัวเอาหัวไม่รอดนะเฮีย)


ก้าวสู่การเป็นซือแป๋
เพียงแค่ 5 ปีที่อาเฮียแกศึกษาหาเรื่องหาราวเกี่ยวกับอลูมิเนียม แกก็สามารถบรรลุจุดสุดยอดเป็นจ้าวยุทธจักร จนบรรดาช่างอลูมิเนียมน้อยใหญ่ยกแกขึ้นหิ้งให้เป็นซือแป๋ มีอะไรก็ถาม ทำอะไรไม่ได้ก็ถาม .... ขับรถหลงทางก็ถาม.....ไม่มีเงินยังอุตส่าห์มาถามอีก
เข้าสู่เมืองกรุง
ในที่สุด ความโด่งดังของอาเฮียในบรรดาหมู่เฮาจาวเจียงใหม่ได้ไปกระทบหูผู้บริหารของหนังสือพิมพ์มติชน จึงได้จัดทีมล่าสังหาร เอ้ย..ล่าตัว ให้อาเฮียมาเป็นอาจารย์สอนวิชาช่างอลูมิเนียมประตูหน้าต่าง ที่สถาบันวิชาชีพมติชน จากวันนี้จนถึงวันนี้ อาเฮียก็ได้ทำการสอนสั่งช่างน้อยใหญ่ให้มีอาชีพ (และหมดตัว) ไปแล้วกว่า 80 รุ่น สร้างช่างไปรวม 2 พันคน
เก่งอย่างนี้ ..... ทำไมไม่รวยสักที
อาเฮียบอกว่า แกภูมิใจกับชื่อเสียงมากกว่าเงิน (ทำเป็นพูดเอาดีใส่ตัว) ดังนั้นแกจึงไม่เคยโขกราคาลูกค้า..เคยก็แค่เขก ที่สำคัญอาเฮียแกไม่เคยเก็บค่าที่ปรึกษาจากบรรดาลูกศิษย์ แม้หลายครั้งที่ต้องนั่งเครื่อง (รถเครื่องนะ) ไปช่วยแก้ไขงานให้
รู้มากอย่างนี้ ขอคำแนะนำเรื่องอลูมิเนียมหน่อยดิ
1. การเลือกช่างแม้การเลือกช่างแม้มันจะไม่เหมือนการเลือกคู่ แต่ก็ควรต้องพิถีพิถันไม่แพ้กัน ก่อนอื่นก็ต้องลองเรียกช่างมาอย่างน้อยก็ 2 ราย แล้วให้ลองเสนอราคาเปรียบเทียบกัน ความสำคัญมันอยู่ตรงที่เจ้าของบ้านจำนวนมากตัดสินโดยดูราคาเป็นหลัก โดยไม่ได้เปรียบเทียบคุณสมบัติของวัสดุ ทั้งในเรื่อง ความหนาของหน้า เอ้ย....อลูมิเนียม ความหนาของสีที่เคลือบ และอีกหลายเรื่องฯ ดังนั้นเจ้าของบ้านควรต้องให้ช่างระบุคุณสมบัติของวัสดุให้ชัดเจน
2. เนื่องจากงานประตูหน้าต่างอลูมิเนียมส่วนใหญ่แล้วจะมีความเกี่ยวข้องกับงานด้านอื่น เช่นงานปูน ซึ่งมักจะเกิดปัญหากับช่างอลูมิเนียมที่มักง่ายซึ่งจะทำการติดตั้งประตูหน้าต่างโดยไม่ได้พิจารณาความเหมาะสมของงานปูน เช่น เพิ่งก่อหรือฉาบปูนได้ไม่ถึง 14 วัน ช่างก็มาติดตั้งประตูหน้าต่างอลูมิเนียม ทำให้เกิดปัญหาการแตกร้าวของหน้า เอ้ย..ของปูน เนื่องจากปูนยังไม่ได้ระยะเวลาที่มีึความแกร่งสูงสุด นอกจากนั้นปัญหาที่พบบ่อยมาก คือ ช่องประตูหน้าต่างที่ช่างทำหรือเจาะไว้ไม่ได้ระดับทั้งแนวดิ่งและแนวนอน .... ช่างที่ดีจะต้องทำความเข้าใจกับเจ้าของบ้านให้ผู้รับเหมางานปูนมาแก้ไขงานก่อน ต้องไม่ติดตั้งไปก่อนทั้งที่รู้ว่าจะไม่สวยแน่ๆ
3. การตรวจงานควรตรวจความหนาของอลูมิเนียมและสีให้ตรงกับที่เสนอราคา โดยดูที่ป้ายที่ติดกับเส้นอลูมิเนียม (ช่างบางรายเอาออก ไม่ให้ลูกค้าเห็น) นอกจากนั้นให้ตรวจความลื่นไหลของช่าง เอ้ย...ของบานเลื่อน จะต้องไม่มีเสียงดัง ตรวจกุญแจที่ต้องหมุนปิดเปิดได้โดยง่าย รวมถึงตรวจยางที่เดินหุ้มกระจกซึ่งต้องเรียบไม่ปูดไปปูดมา
4. การชำระเงินอาจารย์สรวงบอกว่าโดยหลักจะชำระเงินกัน 3 งวด คือ งวดแรก 30% ซึ่งถ้าดูช่างแล้วไม่แน่ใจก็อย่าเพิ่งจ่ายก่อน) รอให้ของเข้ามาก่อน งวดสอง 35% เมื่อเริ่มทำงานและงวด 3 อีก 35% เมื่อส่งมอบงาน
















เครื่องมือป้ายสี

แปรงทาสี .......
อันนี้ภาษาปะกิดเขาเรียก paintbrush นะพี่ ขนาดความกว้างของหน้าแปรงก็มีตั้งแต่ 1 นิ้ว ถึง 6 นิ้ว แปรงพวกนี้มันแบ่ง 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ขนสังเคราะห์ กับขนสัตว์ ไม่มีขนม็อบเข้าเมืองนะพี่ ... เขาว่าแปรงดีต้องมีที่เกี่ยว พี่เห็นด้านข้างแปรงมันมีที่เกี่ยวกับกระป๋องสีด้วยนะ ..


ลูกกลิ้ง.......
อันนี้ให้พ่อกลิ้งดีกว่า..ลูกกลิ้งแล้วมันเลอะเทอะ..ที่เห็นนี้อันเล็กขนาด 4 นิ้วเอาไว้ทาตัดขอบหรือทาไม้แผ่น ส่วนขนาดยอดนิยมที่เขานิยมใช้ทาสีผนังจะเป็นขนาด 9 นิ้ว ทุกขนาดถอดเปลี่ยนลูกกลิ้งได้นะพี่


ลูกกลิ้งเข้ามุม .......
อันนี้เขาเอาไว้ทาร่องหรือทาพื้นที่แนวเส้นตรงที่เล็กมากๆ นะพี่ ...ย้ำ..เข้ามุม..เข้าใจนะพี่





ลูกกลิ้งสร้างลาย .......
บางคนเขาเรียกว่าลูกกลิ้งตาลาย เพราะทาแล้วลวดลายเต็มผนัง หลายคนลองแล้วไม่ชอบใจต้องทาสีใหม่...ยังไงก่อนใช้พี่ตั้งสติให้ดีนะ..เมาอย่าทาสีนะ...ช่วยกันรณรงค์ด้วยนะพี่


ถาดสี .......
ถาดใส่สี ไม่ใช่ถาดผลไม้ เอาไว้กลิ้งสีก่อนทา มีไว้ปลอดภัย...ทั้งไม่หกและประหยัดสี




เกรียงขูดสี .......
เข้า Scraper นี่เขาไเอาไว้ขูดสี สังเกตุดีๆ นะพี่ มันไม่เหทือนไอ้เจ้า เกรียงโป๊วนะ ไอ้ Scraper นี่ตอนปลายมันมีความคมแบบใบมีด... เวลาที่ช่างไม่ได้ใช้ขูดสี ก็จะเอาไปใช้ขูดรีดลูกค้าแทน




เกรียงโป๊ว .......
เป็นเครื่องมือที่น่าจะกำเนิดมาตั้งแต่สมัยยุคหินเก่า...เขาเอาไว้ปาดปูนหรือวัสดุที่อุดรู/รอยแตกบนผนัง...ชื่อเกรียง..แต่ไม่เกรียงไกร..ใช้ชื่อปะกิดดีกว่า อาจดูดีขึ้นหน่อย .. Filler Knife



ตะแกรงกลิ้งสี.......
หรือ Bucket Grids มีทั้งที่ทำด้วยโลหะและพลาสติก เวลาใช้ก็จะจะหย่อนและพิงด้านในกระป๋องสี พอเอาลูกกลิ้งจุ่มสีเสร็จ..ก็ให้มารูดปื้ดๆ ที่ตะแกรงตัวนี้ก่อน..ถามว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้ตังค์เป่า..ตอบว่าไม่ได้ตังค์ แต่เสียตังค์น้อยลง เพราะจะทั้งประหยัดสี และลดปัญหาช่างทาสีหนาไปจนเกิดปัญหา..จำไว้นะพี่ของบางอย่างมากไปก็ไม่ดี



เครื่องพ่นสี .......
จะพ่นได้ นอกจากมีหัวพ่นแล้ว ต้องมีถังความดันด้วยนะพี่ ความดันสูงนะ ไม่ใช่ความดันทุรัง ... แต่ช่างบางคนมันดัน ไม่มีเงินซื้อมาใช้นะพี่





เครื่องรีดความร้อน .......
เอาเจ้า Heat Radiator มันก็เหมือนเตารีดนะครับ ต่างกันหน่อยตรงเตารัดนะมันรีดแล้วเรียบ...แต่ไอ้เครื่องมือตัวนี้ เอาไว้รีดสีเก่า สีมันไม่เรียบนะครับแต่มันจะพองออกมา




เครื่องเป่าลมร้อน.......
ย้ำอีกทีนะพี่ ไอ้เจ้า heat gun เนี่ย มันไม่ใช่ไดร์เป่าผม เขาใช้สำหรับเป่าลมร้อนเพื่อลอกสีเก่า อย่าเผลอไปลอหนังหัวนะพี่



หน้ากากกันกลิ่น .......
สีมันเป็นสารเคมีนะพี่ มันไม่ใช่ Vapex นะ ขืนสูดดมๆ บ่อยๆ ตายนะพี่... ถ้าช่างเขาไม่ใส่กัน พี่ก็ใส่เองแล้วกัน



แว่นตากันฝุ่น .......
หาคนใช้ยากนะพี่ ... ส่วนใหญ่ช่างเขาจะใส่แต่แว่น rayban สีดำ .... เห็นแล้วไม่ใส แต่เสียว




เครื่องขัดกระดาษทรายแบบจาน .......
อันนี้ภาษาปะกิดเขาเรียก Disc Sander ก็เอาไว้ขัดผิวก่อนทาสี เหมือนกัน แต่เหมาะสำหรับการขัดเฉพาะจุดนะจ๊ะ


ปืนยิงซิลิโคน .......
อันนี้เป็นปืนไฟฟ้านะพี่ ทีเราเห็นส่วนใหญ่มันใช้ไฟในตัว...วันไหนไฟแรงก็ยิงดี วันไหนไฟหมด (เพราะถ่านไฟเก่า) มันก็หมดแรง.. แต่ใช้ปืนไฟฟ้าแรงมันสม่ำเสมอได้มาตรฐาน...ใช้แล้วอย่าทิ้ง เก็บไว้ยิงหัวช่างได้

เครื่องขัดกระดาษทรายแบบเข็มขัด .......
อันนี้ภาษาปะกิดเขาเรียก Belt Sander เอาไว้ขัดผิวก่อนทาสีให้มันเรียบร้อยนะพี่ อย่าเอาไปขัดหน้านะ ... สิวนะหาย แต่เลือดจะมา